ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยใช้เวลาเพียง 20 ปี ซึ่งเร็วกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ใช้เวลาเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประมาณ 60 ปีขึ้นไป ประชากรสูงอายุไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี พ.ศ.2548  มีผู้สูงอายุจำนวน  6.7 ล้านคน  คิดเป็นร้อยละ 10.3 และจะเพิ่มเป็นอีก 2 เท่าตัวในปี พ.ศ.2568 เป็น 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20  ของประชากร และในปี พ.ศ.2573 ไทยจะมีประชากรสูงอายุ

ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร หรือกว่าร้อยละ 25 ของประชากร การที่อายุยืนยาวขึ้นของผู้สูงอายุส่งผลกระทบทั้งในด้านปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม  โดยปัญหาสุขภาพที่พบมากในผู้สูงอายุได้แก่ปัญหา การได้ยินและการมองเห็น การสื่อสาร การเคลื่อนไหวร่างกายและอุบัติเหตุ  ปัญหาในการขบเคี้ยวอาหารและการขับถ่าย ปัญหาสภาพจิตใจ โรคสมองเสื่อมและปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง   การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าโรคเรื้อรังที่คุกคามภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่  โรคความดันโลหิตสูงพบถึงร้อยละ 31.7  โรคเบาหวานร้อยละ 13.3  และโรคหัวใจร้อยละ7 ผู้สูงอายุหญิงมีสัดส่วนการเป็นโรคเรื้อรังสูงกว่าผู้ชายยกเว้นในโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และพบว่าผู้สูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 70-79 ปี มีสัดส่วนป่วยเป็นโรคเรื้อรังสูงกว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปีและกลุ่มอายุ 80 ปี ขึ้นไปทุกโรค แต่ผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น อายุ 60-69 ปี ร้อยละ 1.8 , อายุ 70-79 ปี ร้อยละ 3.1 และอายุ 80 ปีขึ้นไปร้อยละ 4.8 ตามลำดับจากสถานการณ์ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เกิดภาระพึ่งพิงสูงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุมักมีปัญหาด้านสุขภาพตามมาได้แก่ปัญหา การได้ยินและการมองเห็น การสื่อสาร การเคลื่อนไหวร่างกายและอุบัติเหตุ  ปัญหาในการขบเคี้ยวอาหารและการขับถ่าย ปัญหาสภาพจิตใจ โรคสมองเสื่อม ปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่พบมาก

  

3 อันดับแรกในผู้สูงอายุได้แก่    โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 31 .7  โรคเบาหวาน ร้อยละ 13.3  และโรคหัวใจ ร้อยละ  7 ( มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย,2553)  นอกจากนั้นมีโรคอัมพฤกษ์/อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคมะเร็ง  ส่วนโรคที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเรื้อรังที่คุกคามภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม สภาพด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมและบริการมีผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทสู่เมืองใหญ่ ประกอบกับสตรีซึ่งมีบทบาทหลักในการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุ  ได้มีบทบาททำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้บทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุลำบากมากขึ้น สัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยตามลำพังคนเดียวลำพังเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัวในระยะเวลาช่วงสิบปีที่ผ่านมาเพิ่มจากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 7.7 และร้อยละที่ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังกับคู่สมรสเพียงลำพังสองคนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 11.6 ในปี พ.ศ.2537 เป็นร้อยละ 16.3 ในปี พ.ศ. 2550  (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย,2553)

            จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น กศน.อำเภอนาแก จึงเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาการเจ็บป่วยเรื้อรังของผู้สูงอายุและความพิการที่จะตามมาและเสริมสร้างพลังกลุ่มต่างๆ องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนตั้งแต่ตัวของผู้ป่วย ผู้ดูแล  กลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ   และกลุ่มจิตอาสาอื่นๆให้มีส่วนร่วมในการหาแนวทางในการดูแล การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน  อันจะส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ตรงตามปัญหาและความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชนการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องและการดูแลระยะยาว เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

 วัตถุประสงค์

1.เพื่อส่งเสริมให้มีอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care giver)

2.เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน

นางณัฐติยา  อุปพงษ์ ครูกศน.ตำบล กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์โครงการ

 

วิทยากรจากโรงพยาบาลอำเภอนาแกให้ความรู้กับผู้เข้ารับการอบรม  ณ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอนาแก

 


เว็บภายนอก

เว็บไซต์ห้องสมุด